CAPOEIRA

posted on 01 May 2006 13:52 by 25468977

หลังจากที่ทำตัวไม่ค่อยได้เรื่องมานานแล้ว

วันนี้จึงขอทำตัวให้มีประโยชน์ด้วยการอัพบล๊อกที่เกี่ยวกับเรื่องดีๆ มีสาระบ้าง เกี่ยวกับ

"คาโปเอร่า" (Capoera) "ศิลปะการต่อสู้ทางแถบบราซิลหมู่คนผิวดำ"

.

.

.

 

คาโปเอร่า คืออะไร
คาโปเอร่า คือ ศิลปวัฒนธรรมของบราซิลที่เกิดจากการผสมผสานของ การต่อสู้ การเต้น ดนตรี ปรัชญา และอื่นๆ อีกมากมายอย่างลงตัว ในประเทศบราซิลคาโปเอร่าได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากฟุตบอล และยังถูกบรรจุ เป็นวิชาพละศึกษา ในทุกระดับชั้นการศึกษาของบราซิล นอกจากนั้นยังมีการจัดการแข่งขัน ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับโลกในทุกๆปี ซึ่งในขณะเดียวกันทางรัฐบาลบราซิลเอง ก็กำลังผลักดันให้คาโปเอร่า เข้าไปอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิค

การเล่นคาโปเอร่า
ท่วงท่าของคาโปเอร่าเกิดจากการผสมผสานของการเตะ ศอก เข่า ตีลังกา และการหลอกล่อคู่ต่อสู้ นอกจากนั้น ก็ยังมีท่วงท่าอื่นๆอีก ซึ่งผู้เล่นสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ รูปแบบของคาโปเอร่าแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ รูปแบบที่ใช้ในการต่อสู้จริง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการต่อสู้แบบอื่นๆ คือมีการปะทะกัน และอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ ที่ใช้ในการเล่น โดยในลักษณะนี้จะไม่มีการปะทะกันโดยตรง การเล่นนั้น จะอยู่ในลักษณะของความลื่นไหลและสอดคล้องของท่วงท่า อีกทั้งยังมีดนตรีประกอบเพิ่มความสนุกสนาน

ท่วงท่าของคาโปเอร่าซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. จิงก้า (Ginga) คือ พื้นฐานของ คาโปเอร่าถ้าเปรียบเทียบกับศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่น ๆ ก็คือ การเต้น Footwork นั่นเอง ในหมวดนี้ยังรวมไปถึง ท่าการเตะในรูปแบบต่าง ๆ ท่า Ginga นี้เอง ที่ทำให้คาปูเอร่ะ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากศิลปะการต่อสู้ประเภทอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

2. อาอู (Au) คือ การเคลื่อนไหวแบบกลับหัวกลับหาง อาทิเช่น การทำล้อเกวียน การกระโดดตีลังกา รวมไปถึงการทำท่ากลางอากาศอื่น ๆ ด้วย

3. เนกาชิว่า (Negativa) คือ การทำท่าเคลื่อนไหวโดยที่ร่างกายส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับพื้น ท่าเคลื่อนไหวในหมวดนี้ ทำให้ผู้ฝึกสามารถเคลื่อนไหวในขณะที่ตัวเองล้มหรืออยู่กับพื้นได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันเป็นทั้งการหลบ และโจมตีกลับอีกด้วย

สำหรับผู้ที่เริ่มต้น จะต้องทำการฝึกและเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน (Warm up) เพื่อที่จะสามารถรับท่วงท่าการฝึกฝนได้ เมื่อผู้ฝึกมีความพร้อมแล้วก็จะมาฝึกพื้นฐานของคาโปเอร่าจะต้องฝึกทั้ง 3 หมวดนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดทักษะและความเข้าใจในท่วงท่า อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและทำให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย นอกเหนือจากท่าการเคลื่อนไหวแล้วผู้ที่เริ่มต้นยังจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมา รูปแบบ และองค์ประกอบของคาโปเอร่าเพื่อให้เข้าใจในวิชาคาโปเอร่ามากขึ้น ผู้ที่ฝึกพื้นฐานจนชำนาญแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการฝึกท่าเตะในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงการป้องกัน จังหวะในการรุกและรับ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงต้องฝึกฝนพื้นฐานทั้ง 3 หมวดอยู่ แต่ก็มีการเสริมเทคนิคที่ยากขึ้นเข้าไปอีก

ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว คาโปเอร่านั่นคือ ศิลปะการต่อสู้ที่ฝึกฝนภายใต้ความลื่นไหล คล่องตัว และจังหวะ ด้วยเหตุนี้เองทำให้คนส่วนใหญ่มองเห็นคาโปเอร่าว่าเป็นการเต้น ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูก คาโปเอร่า ก็คือ เกมส์, ศิลปการต่อสู้ และการเล่นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

การเล่นคาโปเอร่า จะเกิดขึ้นโดยทุก ๆ คนในกลุ่มจะยืนเป็นวงกลม ซึ่งเรียกว่า Roda (ออกเสียงว่า โฮ-ด้า) โดยที่มีเครื่องดนตรีอยู่ตรงหัววง การเล่นจะเริ่มต้นโดยที่ผู้ที่เล่นบีริมเบาว์ เริ่มเล่น และหลังจากนั้นเครื่องดนตรีอื่น ๆ ก็จะเล่นตามมา เมื่อผู้เล่นบีริมเบาว์ ส่งสัญญาณว่าให้เริ่มเล่นได้ ผู้เล่น 2 คนก็จะเดินมาหยุดตรงหน้าของผู้เล่นบีริมเบาว์ ทำการจับมือกัน และเริ่มต้นเล่น โดยในขณะเดียวกันคนอื่น ๆ รอบ ๆ วงก็จะตบมือพร้อมทั้งร้องเพลง โดยมีผู้เล่นบีริมเบาว์เป็นผู้นำ เมื่อคู่ที่เล่นอยู่ต้องการที่จะหยุดก็จะทำการจับมือกัน เพื่อเป็นสัญญาณว่ายุติการเล่นของคู่นั้น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเกิดคนใดคนหนึ่งรอบ ๆ วงมีความต้องการจะเล่นกับคนใดคนหนึ่งในคู่ที่กำลังเล่นอยู่ ก็สามารถทำได้ซึ่งเราเรียกว่า การ Buying Game โดยคน ๆ นั้น จะหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางระหว่างคู่ที่กำลังเล่นอยู่ โดยผู้ที่แทรกนั้นหันหน้าไปทางผู้ใดก็คือ ต้องการที่จะเล่นกับคน ๆ นั้น ในการเล่นนั้นจะไม่มีการปะทะหรือกระทบกระทั่งกันรุนแรงนัก เพื่อมิให้เกิดอันตรายและการบาดเจ็บแต่ตัวผู้เล่น นอกจากนั้นยังทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้และกล้าที่จะแสดงออกหรือทำท่ามากขึ้น โดยในการเล่นจะมีแนวคิดอยู่ว่า " การที่เราจะเตะหรือจู่โจมคู่ต่อสู้นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะว่าอยู่กันในวงแค่สองคน แต่การที่จะบังคับให้คู่ต่อสู้ เคลื่อนไหวภายใต้การควบคุมของเรา เป็นอะไรที่น่าสนใจกว่า และยังเป็นการฝึกฝนการควบคุมร่างกาย และไหวพริบที่ดีอีกด้วย "



ประโยชน์ของการเล่นคาโปเอร่า
-ทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว ในอีกรูปแบบหนึ่ง
-การออกกำลังกาย ที่ดีที่สุด อย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก
-เพิ่อความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้น
-ระบบการทำงานของหัวใจ และการสูบฉีดของเลือดดีขึ้น
-เพิ่อความมั่นใจและยังเป็นการพัฒนาสมาธิและสติสัมปะชัณญะ


นอกจากนี้ ผู้เล่นคาโปเอร่า จะได้เรียนรู้ดนตรี และวัฒนธรรมต่างๆของบราซิลอีกด้วย จึงสามารถที่จะพูดได้ว่า คาโปเอร่า มีทั้งคว่มสนุกสนาน และเป็นการออกกำลังกาย ที่ดีที่สุด อย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก

คาโปเอร่ามิได้เป็นเพียงศิลปะการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวัฒนธรรมอื่นๆของบราซิลอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแซมบ้าอันร้อนแรง ดนตรีที่มีจังหวะสนุกสนาน และ อิสระในการที่จะระบายความรู้สึกและการเป็นตัวของตัวเอง มีคำกล่าวที่ครูผู้สอนมักจะพูดกันอยู่บ่อยๆก็คือ " คาโปเอร่านั้น ง่ายกว่าที่เห็น "

คาโปเอร่าเป็นวิชาที่เกิดจากศิลปวัฒนธรรมหลายแขนง อาทิเช่น การต่อสู้ การเต้น เกมส์ ดนตรี ปรัชญา แนวคิด และอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่งกลายมาเป็นวิถีชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้น คาโปเอร่าจะไม่สมบูรณ์เต็มที่ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไป นอกเหนือจากการออกกำลังกาย และฝึกศิลปะการต่อสู้แล้ว คาโปเอร่ายังพัฒนาจิตใจผู้ฝึกไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะเรียนรู้ได้จากภายในวงโอด้า (วงกลมที่มีคนยืนล้อม แล้วมีคน 2 คน เล่นกันอยู่ในวง) แล้วนำมาดัดแปลงใช้กับชีวิตปัจจุบัน ในคาโปเอร่าจะสอนว่า ชีวิตนั้นมีอะไรมากกว่าการเอาชนะ และการอยู่รอด จงมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ คาโปเอร่าสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเอง และคาโปเอร่า

เล็กๆ น้อยๆ สุดท้ายประวัติการต่อสู้ของคาโปเอร่า

คาโปเอร่าเป็นวิชาที่พวกคนดำใช้ป้องกันตัวเวาหนีจากแหที่เหวี่ยงมาเพื่อจับตัวพวกเขา....ในสมัยที่บราซิลยังเป็นประเทศเป้าหมายในการจับคนดำไปเป็นทาสของพวกคนขาว ตอนนั้นรัฐบาลโปรตุเกสที่ยึดครองบราซิลอยู่.......ได้สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้คาโปเอร่าโดยกำหนดว่า จะมีการลงโทษอย่างหนักถ้าถูกจับได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม..ก็ยังมีการฝึกคาโปเอร่ากันอย่างลับๆ โดยใช้เครื่องดนตรีและการเต้นรำพื้นเมืองเป็นเครื่องพรางตา มันเป็นเพราะสายเลือดของชาวบราซิลที่มีจังหวะและดนตรีฝังอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด

มีอยู่ครั้งหนึ่งเหล่านักสู้คาโปเอร่าผิวดำ.......พยายามลุกฮือขึ้นต่อสู้กับการถูกจองจำเป็นทาสของคนขาวมาหลายยุคสมัย

แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ.....ในปี ค.ส. 1967 รัฐบาลส่งกองกำลังเข้าปราบปรามพวกนักสู้เหล่านี้โดยใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด และในตอนนั้น...... พวกเขาก็เลือกที่จะตาย มากกว่าที่จะยอมถูกยึดครองอิสรภาพแห่งตนไปตลอดชีวิต.....การดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้พ้นจากการถูกยึดครองด้วยกำลังและเพื่อสร้างอิสรภาพราฐานของ "คาโปเอร่า" สรุปโดยรวมก็คือ คาโปเอร่าต้องการเสียงดนตรีเพื่อการปลดปล่อยสู่อิสรภาพ มากกว่าการที่จะถูก จองจำ

ในที่สุด.....เมื่อถึงสมัยที่เลิกล่าอาณานิคมและค้าทาสกัน คาโปเอร่าจึงได้เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่เดินเคียวงคู่มากับประวัติศาสตร์ของการดนตรีอย่างสง่าผ่าเผย การหมุนตัวหรือการยืนเอาขาชี้ฟ้า หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวที่ไร้กฏเกณฑ์แต่เป็นไปตามจังหวะดนตรี....สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลในการจู่โจมทำลายคู่ต่อสู้ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าพวกที่กล่าวมาแล้วก็คือ...จังหวะและท่วงทำนองของคนๆ นั้น และก็อย่างที่เขียนมาแล้วว่า ชาวบราซิลมีดนตรีฝังอยู่ในสายเลือดทุกคน เมื่อรวมกับคุณสมบัติที่ว่านี้เข้าไปกับประเพณีร้องรำทำเพลงที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานานทำให้คาโปเอร่าของชาวผิวดำเป็นคาโปเอร่าที่มีความร้ายกาจอย่างแท้จริง...

จบ!!~

เมื่อยมือเฟร้ย!!!~ =_="

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณสำหรับความรู้คับ กำลังจะได้เรียนเรื่องของอเมริกาใต้ด้วย คงนำไปประยุกต์ได้คับ

ขอบคุณจิงๆคับ
อืม....ได้ความรู้ดีเน้อ

#2 By ♠ [ Z-I-E-O-N ] ♠ on 2006-05-01 14:10

โฮ่ ไปเอาเรื่องนี้มาจากไหนเนี่ย เกดคุง มีความรู้มั่กๆ

#3 By marrygan (161.246.1.33 /161.246.51.115) on 2006-05-01 23:17

อ่า พี่ชอบมากเลยละ อยากเล่นเป็นจัง

#4 By † ゚A゚ k ! r a † on 2007-01-06 21:42

รักนะ

#5 By (118.173.206.238) on 2008-05-20 19:55

สเด่ดเรนพะหวราพี่

#6 By อัน (118.173.206.238) on 2008-05-20 19:56